วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จงหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ดีลงบนผืนดินอันอุดม


                                จงหว่าน  “ความคิด”  แล้วคุณจะเก็บเกี่ยวได้เป็น  “การกระทำ”
 จงหว่าน “การกระทำ” แล้วคุณจะเก็บเกี่ยวได้เป็น  “นิสัย”
 จงหว่าน “นิสัย” แล้วคุณจะเก็บเกี่ยวได้เป็น   “บุคคลิกลักษณะ”
 จงหว่าน “บุคคลิกลักษณะ แล้วคุณจะเก็บเกี่ยวได้เป็น  “โชคชะตา”
                                                   ซามูเอล สไมล์ ได้กล่าวไว้
ชีวิตของแต่ละคนย่อมขับเคลื่อนไปตามอำนาจของแรงแห่งความปรารถนาหรือแรงแห่งกรรมคือ การกระทำและผลแห่งการกระทำ เป็นไปตามหลักของเหตุและผล กล่าวคือ กรรมเป็นเหตุให้เราเกิดมา  กรรมเป็นตัวชักพาให้เป็นไป   เราเป็นทายาทของสิ่งที่เราทำไว้   เราทำกรรมอะไรไว้ ดีหรือชั่ว เราจักเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น  กรรมจึงเป็นเครื่องจำแนกบุคคล ให้แตกต่างกัน ซึ่งมนุษย์แต่ละคนมีส่วนผสมภายในไม่เท่ากัน จึงเกิดความแตกต่างกันในเรื่องต่างๆ  ดังนี้  คือความเข้าใจ ความนิยม ความเชื่อ   ความยึดถือในสิ่งที่รับได้ สิ่งที่รับไม่ได้  สิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบ  
                                 ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายเป็นผลมาจากกรรมทั้งสิ้น  แต่มนุษย์มิได้รับเฉพาะผลของกรรมเก่าเท่านั้น เพราะมนุษย์มีสิทธิ์และอิสระที่จะสร้างกรรมใหม่ได้ไม่รู้จบ และทุกขณะที่รับผลของกรรมเก่า ก็มีสิทธิเลือกสนองตอบได้หลากหลายรูปแบบ การสนองตอบกรรมเก่าในหลายรูปแบบต่างๆ  คือกรรมใหม่ซึ่งมีพลังมากกว่ากรรมเก่า  ดังนั้นการกระทำกรรมใหม่จึงเปรียบเสมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ดีลงบนผืนดินอันอุดมคือจิตใจของเรานั่นเอง
ระบบกรรม เป็นระบบอันสลับซับซ้อน เป็นอจิณไตยคือนับไม่ถ้วน มันถักทอสานกันเป็นชะตากรรมของมนุษย์  เจตนา หรือความจงใจหรือความตั้งใจ เป็นอาหารของกรรม หนึ่งเจตนาคือหนึ่งกรรม วันหนึ่งเราทำกรรมหรือคิดหรือทำเรื่องต่างๆ มากมาย แต่ละกรรมจะถักทอสานกันเป็นเครือข่าย เป็นสายใยในแต่ละชุดกรรมเรียกว่า หนึ่งบ่วงกรรม หลายๆ บ่วงกรรม จะถักทอสานกันเป็นชะตากรรมหรือโชคชะตาระบบกรรมจะครอบงำชีวิตคน สังคม ประเทศชาติ และครอบงำโลกทั้งโลกด้วย 
กรรม  คือการกระทำและผลที่ตามมาของการกระทำนั้น มันมีความหมายรวมทั้งเหตุและผลไปพร้อม  ๆ  กันเพราะว่าในทุกๆ  การกระทำ ย่อมก่อให้เกิดแรงของพลังงานที่ย้อนกลับมาสู่เรา ในแบบเดียวกับที่เราได้กระทำออกไป ดังคำกล่าวที่ว่า “หว่านสิ่งใด ย่อมได้ผลในสิ่งนั้น “  สังคมก็เช่นกัน  สังคมทำอะไรไว้ ก็ย่อมได้รับสิ่งนั้นเป็นผลลัพธ์กลับมา
ทุก ๆ  การกระทำ   คือบทตอนแห่งกรรมโดยมีเจตนา  หรือความจงใจ หรือการตัดสินใจเลือก ของจิตสำนึก   ของเรา   และทุกการ กระทำก่อให้เกิดความทรงจำ และความทรงจำนั้น มีความสามารถหรือศักยภาพที่ก่อให้เกิดความปรารถนา และความปรารถนา ก็ก่อให้เกิดการกระทำอีกครั้งหนึ่ง  ( กรรม-ความทรงจำ-ความปรารถนา-และกรรม ) การตัดสินใจเลือกต่างๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ได้ทำให้เราทุกคน กลายเป็นโครงข่ายที่เกิดจากการถักทอกัน ของปฏิกิริยาตอบโต้ต่อเงื่อนไขทั้งหลายที่เราต้องเผชิญ และเราได้กลายเป็นระบบอันคงที่ที่ถูกลั่นไกโดยผู้คน และสถานการณ์แวดล้อมต่างๆ อันนำไปสู่การแสดงออกหรือพฤติกรรมที่สามารถคาดเดาได้ เป็นความเคยชินที่เรียกว่า นิสัย และกลายเป็นชะตากรรมหรือโชคชะตาของแต่ละบุคคล  
ผลของกรรมหรือวิบากกรรม จึงเป็นสิ่งที่มาจากการตัดสินใจเลือกของจิตสำนึกของเราเอง ทุกๆ สิ่งที่กิดขึ้น ในขณะนี้ ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม  ทั้งหมดล้วนมาจากการตัดสินใจเลือกที่เราได้ทำในอดีตที่ผ่านมา   ดังนั้น จงยอมรับความจริงตามที่มันเป็นอยู่  แม้ว่าสถานการณ์ในชีวิตที่จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้ายสักเพียงใดก็ตาม จงอย่าท้อแท้ และหมดหวัง เพราะความหมดหวัง คือความล้มเหลวอย่างแท้จริง จงเผชิญหน้าด้วยความสงบ แม้ว่าเหตุการณ์ภายนอกจะสับสน ซับซ้อนวุ่นวายสักเพียงใด ก็อย่าให้สิ่งเหล่านั้นมารบกวนจิตใจเรา
จงเปลี่ยนผลของกรรมให้เป็นประสบการณ์ที่น่าพึงปรารถนามากขึ้น ให้ถามตัวเองว่า ทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น อะไรคือสิ่งที่จักวาลต้องการบอกให้เรารู้ และเราจะทำให้ประสบการณ์นี้เกิดประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้อย่างไร
จงต้อนรับความยากลำบาก ด้วยความหวัง และมองโลกในแง่ดี จงหันไปหาพลังที่ดีที่สุด คือความจริงใจและความสุจริตใจให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะถ้าเรามองโลกในแง่ร้าย เราตอบโต้กับสถานการณ์อย่างรุนแรง ด้วยความโกรธ ความเห็นแก่ตัว ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ต่างๆ เลวร้ายลงไปอีก  จงมีความมั่นใจว่า เราสามารถผ่านพ้นวิกฤติการณ์ อันเลวร้ายนี้ไปได้ ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ได้ตลอดไป มันต้องคลี่คลายเปลี่ยนแปลงไป เพราะทุกสิ่งไม่เที่ยง มันจะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ปัจจัยและเงื่อนไข หากเราสามารถปรับเหตุ เปลี่ยนปัจจัย  แปลงเงื่อนไข ได้สำเร็จ ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป ตามเหตุปัจจัยนั้นๆ
ดังนั้น   ท่านจงหว่านเมล็ดพันธุ์ (กรรมหรือการกระทำ) ที่ดีงามลงบนจิตใจ หรือจิตใต้สำนึก เพราะจิตใต้สำนึก มีศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด   ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน  ซึ่งเปรียบเสมือนผืนดินอันอุดม เสียตั้งแต่บัดนี้  โดยตระหนักรู้ในทุกขณะว่าอนาคตของเรานั้น  ถูกทำให้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่เรากระทำอยู่ในปัจจุบันขณะ คือ ทุก ๆ ขณะของชีวิต ด้วยการมีสติในทุกขณะแห่งการกระทำ  ตามหลักการของศีล สมาธิ ปัญญา คือการเจริญสมาธิภาวนา หรือการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน เพื่อเข้าถึงสภาวะจิตว่าง การหยั่งรู้ถึงสภาวะตัวตนที่แท้จริง  และจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน  เพื่อการก้าวขึ้นอยู่เหนือกรรมคือ  การเป็นอิสระจากกรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีงามและยิ่งใหญ่ เป็นสันติสุขอย่างแท้จริง

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โลกภายในตน


                    โลกภายในตน  หมายถึง จิตวิญญาณ หรือจิตใจ ที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์  เป็นนามธรรม ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา  ไม่อาจสัมผัสจับต้องได้  แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง  เป็นโลกเร้นลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีศักยภาพอันบริสุทธิ์อันไร้ขีดจำกัด  เป็นอาณาจักรแห่งความเป็นไปได้ และเป็นพลังสร้างสรรค์ในทุก ๆ สิ่ง   มันแสดงออกเป็น ตัวตนของมนุษย์ ในรูปของความคิด  คำพูด และการกระทำทางกาย  เราเรียกการกระทำเหล่านี้ว่า กรรม
               โลกภายนอก จะกว้างขวางแค่ใหน เพียงไร  จะเป็นเช่นไร  มันจะเข้ามาเป็นองค์ประกอบความทรงจำของเราคือโลกภายในตัวเรา เท่าที่เรารับรู้มา  อะไรที่เราไม่รับรู้ หรือรู้แต่ไม่รับ  มันก็ผ่านเลยไป ไม่มาเป็นองค์ประกอบของโลกภายในตัวเรา   การรับรู้โลกภายนอกของแต่ละคนแตกต่างกันและประสบการณ์ก็แตกต่างกัน ทั้งโดยปริมาณ และคุณภาพ   นั่นคือขอบเขตของโลกภายในของแต่ละคน ย่อมไม่เท่ากันและแตกต่างกัน 
               โลกภายในหรือจิตใจ รับรู้โลกภายนอกได้ ก็โดยอาศัยร่างกาย ผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง  6  คือ ตา  จมูก  ลิ้น  กาย ใจ เมื่อรับรู้แล้วเกิดความรู้สึกพอใจ  หรือไม่พอใจ  หรือเฉยๆ  เรียกว่า  เวทนา”   จิตก็เก็บบันทึกความรู้สึกไว้   เป็นความ  ทรงจำ  เรียกว่า สัญญาการที่จิต  นึก คิด  และรู้ เรื่องราวต่าง ๆ  ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และการวางแผนในอนาคตได้นั้น  เพราะการปรุงแต่งของจิต   (จิตสังขาร)   โดยแสดงออกเป็นการกระทำต่าง ๆ  ทั้งทางความคิด  เรียกว่ามโนกรรม”    ทางพูด  เรียกว่า  วจีกรรม”   และทางกาย เรียกว่ากายกรรม”  โดยมีความจงใจ หรือ เจตนา ที่อยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส  ( อวิชชา  ตัณหา อุปาทาน )  ก่อให้เกิดกรรม  และวิบากกรรมต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด   ถักทอกันเป็นชะตากรรมหรือโชคชะตา ของมนุษย์ และสังคมของมนุษย์ นี่คือระบบกรรม
               ถ้าโลกภายใน มีการรับรู้ที่ถูกต้องตาม ความเป็นจริง  และมีการกระทำถูกต้อง ก็เป็น กุศลกรรม ย่อมก่อให้เกิดความสุข   แต่ถ้าการรับรู้  เข้ามาเป็นองค์ประกอบภายในไม่ถูกต้อง  หรือผิดเพี้ยนไปจากความจริงตาม  กฏธรรมชาติ การกระทำ ก็ย่อมไม่ถูกต้องเป็น อกุศลกรรมย่อมนำมาซึ่งความทุกข์
               จิต คือธาตุรู้ คือ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  จิตเป็นพลังงานรูปหนึ่งซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนรูปได้ ที่เรียกว่า 
“ จิตสังขาร”  คือการประกอบหรือการปรุงแต่งของจิต เป็นพลังจิต(สติ)  พลังใจ ( สมาธิ ) พลังความคิด (ความจงใจหรือเจตนา)  เมื่อจิตทำงาน จะมีสภาวะเรืองแสงเรียกว่า จิตเกิด เมื่อหยุดทำงาน แสงก็จะดับไป เรียกว่า  จิตดับ จิตทำงานด้วยความเร็วสูงมากกว่าความเร็วของแสงเสียอีก คือ เกิด-ดับ เกิด-ดับ ต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา ทำให้เราหลงผิดเข้าใจว่าเป็นตัวตนเป็นเรา เป็นเขา  จิตสามารถรู้ และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ตามขอบเขตของระบบประสาททั้ง 6 ตามที่ กล่าวมาแล้ว
                มนุษย์แต่ละคนรับรู้โลกภายนอกมาต่างกัน การเรียนรู้ต่างกัน มีประสบการณ์ต่างกันทั้งโดยปริมาณ และคุณภาพ ประกอบกับคุณสมบัติของสิ่งที่เข้ามาผสมผสาน   การสร้างโลกเฉพาะภายในของแต่ละคนก็ต่างกัน  อันเป็นส่วนผสมของกิเลส ตัณหา  ปัญญา คุณธรรม  ความโง่ ความฉลาด ไม่เท่ากัน   
                แม้ตัณหาในตัวเรา  ทั้งที่เรารับมาจากภายนอก   และที่เราสร้างขึ้นเอง มันก็มีการพัฒนาของมัน ในสามลักษณะ ได้แก่ 1)  กามตัณหา คือความทะยานอยากในกาม พัฒนาเป็นความโลภ มารยา ตระหนี่   2)  ภวตัญหา  คือ ความทะยานอยากในภพ  อยากเป็นนั่น เป็นนี่  พัฒนา เป็นโอ้อวด มานะการแข่งดี การตีตนเสมอ หรือด้อยกว่าหรือเด่นกว่า  ความอิจฉาริษยา  3) วิภวตัณหา คือ ความทะยานอยากในวิภพ อยากไม่เป็นนั่น ไม่อยากเป็นนี่ อยากพรากพ้น ทำลายให้ดับสูญไปเสีย  พัฒนาเป็นความโกรธ ความผูกโกรธ การปองร้าย
                 อย่างไรก็ตาม  มนุษย์ มีศักยภาพในการเรียนรู้อันไร้ขีดจำกัด เมื่อมีการเรียนรู้แล้ว ทุกคนก็มีสิทธิพัฒนาตนไปสู่ความสำเร็จ  โดยการใช้ปัญญาเข้าไปฝึกกิเลส  ตัณหา ให้มัสงบ และแสดงพลังเฉพาะส่วนทีมีประโยชน์ ส่งเสริมให้ชีวิตไปสู่ความสำเร็จ  ใครที่สามารถฝึกฝนพัฒนาตนจนมีอำนาจบริหารควบคุมกิเลสตัณหา ปัญญาและความโง่ในตนได้มาก ก็จะมีบุญบารมีมาก คุณธรรมก็จะสูงมากไปด้วย
                การเรียนรู้ ฝึกฝน การพัฒนาทั้งตัณหาและปัญญามีอยู่ทุกวันและมีอยู่ตลอดเวลา  อัตรส่วนผสมภายในของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน   จึงเกิดเป็นจริตที่โดดเด่นขึ้นเฉพาะตน  มีนิสัยใจคอ ความโดดเด่นที่แตกต่างกัน 6 ลักษณะ
                1. กามโดดเด่น                  เรียกว่า    ราคะจริต 
                2. ความโลภโดดเด่น           เรียกว่า    โลภจริต
                3. ความโกรธโดเด่น            เรียกว่า    โทสะจริต
                4. ความโง่โดดเด่น              เรียกว่า   โมหะจริต
                5. ความเชื่อง่ายโดเด่น         เรียกว่า    ศรัทธาจริต
                6. ปัญญาโดดเด่น               เรียกว่า    พุทธจริต
                ในความเป็นจริง ทุกคนมีจริตทุกอย่างในตัว แต่การผสมที่ไม่เสมอส่วนนั้น ทำให้บางตัวโดดเด่นกว่าเพื่อน นั่นคือโลกภายในที่เขาผสมส่วนสร้างขึ้นเองในตัวแต่ละคน โลกภายในของตัวเราก็เช่นกัน เราสร้างโลกเราไว้อย่างไร และควรพัฒนาอย่างไร เราต้องสำรวจวิจัยตัวเองให้ชัด
                รู้โลก ไม่สู้รู้คน”  หมายความว่า ความรู้เรื่องโลกภายนอกมากน้อยแค่ใหนไม่สำคัญเท่ากับการรู้เท่าทันตนเอง เป็นความรู้ เรื่องโลกข้างใน เป็นจินตนาการ  ความคิดสร้างสรรค์และการบริหารจัดการ  กิเลส ตัณหาอย่างไร ให้ลงตัวทั้ง โลกภายในและโลกภายนอก  ซึ่งในที่สุดจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จแห่งชีวิตและมีความสุขทางใจอย่าง แท้จริง

                                 

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โลกภายนอกตน


                           โลกภายนอกตน  หมายถึง โลกที่เราอยู่อาศัยนี้   เป็นโลกที่มีความสลับซับซ้อน มีทั้งโลกของธรรมชาติและโลกของมนุษย์  เป็นระบบซ้อนระบบ คือระบบที่เป็นกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ และระบบกฏเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างของมนุษย์
                       โลกของธรรมชาติ  ได้แก่ พืช คน สัตว์ ทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา   มีกฏของธรรมชาติ  เป็นแรงขับเคลื่อนโลกให้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสแห่งเหตุปัจจัย คือ อนิจจัง ( ไม่เที่ยง  มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ) ทุกขัง  (ไม่คงทนอยู่ในสภาวะเดิมได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไป) อนัตตา (ไม่มีตัวตนที่แท้ ไม่อาจยึดถือครอบครองได้)  โลกธรรมชาติ เป็นระบบความจริงที่ยิ่งใหญ่ ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง รวมทั้งโลกของมนุษย์ด้วย
                       โลกของมนุษย์ คือ โลกที่มนุษย์สร้างสรรค์ เป็นปัญญาประดิษฐ์ของมนุษย์ ซึ่งได้นำเอาความรู้ที่เป็นกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ มาวิเคราะห์ วิจัย รวบรวมเป็นความรู้  ที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์    การพัฒนาเทคโนโลยี่ การประดิษฐ์คิดค้น และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ   โดยนำมาสร้างเป็นวัตถุธรรมต่างๆ  เช่น เครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องใช้  สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น สร้างที่อยู่อาศัย สร้างบ้าน สร้างเมือง ผลิตเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า  รถยนต์  เครื่องบิน  โทรเลข โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต  ผลิตอาหาร   ยารักษาโรค และพัฒนาเป็นระบบธุรกิจการค้า การซื้อขายแลกเปลี่ยน เป็นทรัพย์สินเงินทอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นความจริงตามที่มนุษย์สมมุติ กำหนดคุณค่ามันขึ้นมา  เรียกความจริงนี้ว่า  สมมุติสัจจะ เป็นระบบโลกของมนุษย์
                       มนุษย์บางพวก บางกลุ่ม มีความคิดที่จะเอาชนะโลกของธรรมชาติ   คิดจะครอบครองและควบคุมโลกของธรรมชาติ เช่นการตัดต้นไม้ ทำลายป่า การขุดเจาะหาน้ำมัน การทำเหมืองแร่ โดยไร้ความรับผิดชอบ โดยหลงลืมไปว่า โลกของธรรมชาติเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดแก่มนุษย์ และสรรพสิ่ง ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ มันเป็นกระแสที่ไหลเลื่อนไปตามเหตุปัจจัย   มันไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร   มนุษย์ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล   แต่ธรรมชาติก็จะปรับตัวเองให้กลับมาอยู่ในจุดสมดุลอยู่เสมอ จึงเกิดเป็นภัยพิบัติต่างๆ ขึ้นทั่วโลก เช่น แผ่นดินไหว พายุใต้ฝุ่นพายุทอนา ฝนแล้ง ฝนตกหนักน้ำท่วม     
                      โลกของมนุษย์  พัฒนาไปตามอำนาจ ของอวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  โดยมีตัณหา  เป็นแรงขับเคลื่อนโลกให้พัฒนาไป  เพื่อสนองความอยาก  ความต้องการของมนุษย์  และมีอวิชชากับอุปาทานอยู่เบื้องหลัง  ( ตัณหาคือความยากด้วยอวิชชา และก่อให้เกิดอุปาทาน เป็นผลให้เกิดกิเลส-กรรม-วิบากกรรม )   สิ่งต่างๆเหล่านี้ ผสมเข้าด้วยกันในอัตราส่วนต่าง ๆ  แตกต่างกันไป  แล้วออกมาเป็นปรากฏการณ์แห่งโลกอันหลากหลาย   เช่น ความโง่ ผสมความชั่วร้าย ออกมาเป็น อาชญากรรม  ความขี้เกียจ ผสมความฉลาดออกมาเป็นเครื่องทุ่นแรงและเทคโนโลยี่ ระบบเทคโนยี่  ความกลัวผสมความรับผิดชอบ ออกมา เป็นระบบการเมือง การปกครอง ระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ ระบบกฏหมาย ระบบครอบครัว ระบบวัฒนธรรม ระบบการศึกษา  ความโลภ ผสมการเกื้อกูลกัน ออกมามาเป็น ระบบธุรกิจ  ความเบื่อหน่าย ผสมการพัฒนา ออกมาเป็นศาสนา เป็นต้น
                     สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือระบบแห่งโลก เป็นระบบซ้อนระบบ  คือมนุษย์คนหนึ่ง ๆ นั้น จะถูกระบบหลายๆ ระบบครอบงำพร้อม ๆ กัน   เช่นเด็ก  คนหนึ่งเกิดมาก็ต้องตกอยู่ภายใต้   ระบบการเมือง  การปกครอง  กฏหมาย  เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ชีวิตแต่ละชีวิตต้องรับผิดชอบ เราถูกครอบงำด้วยกรอบความคิดของลัทธิวัตถุนิยม เด็กๆ ถูกปลูกฝังค่านิยมผิดๆ มาตั้งแต่เกิด สิ่งเหล่านี้ เป็นอวิชชา คือความไม่รู้หรือความรู้ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง  ตัณหา คือ ความทยานอยากในกาม  ในภพ  ในวิภพ  อุปาทาน  คือความยึดมั่นถือมั่นในกาม ในทิฏฐิ ในศีลและพรต  ในวาทะว่าตน  
                     อย่างไรก็ตาม ตัณหา มิได้มีแต่โทษเพียงอย่างเดียว หากแต่มีทั้งคุณและโทษ พร้อม ๆ กัน อยู่  ที่การรู้จักนำไปใช้ประโยชน์มากกว่า เช่น  ภวตัณหาช่วยในการพัฒนาตัวเราเองและสังคม   สัญชาติญาณในการพัฒนาตนเอง ก็เป็นตัณหา   ชนิดหนึ่ง การที่ เราอยากเป็นคนดี อยากร่ำรวย อยากมีความสุข อยากจะบรรลุธรรม นั้นก็เป็นตัณหา แต่เป็นตัณหาที่จะพาหลุดพ้น  ละออกจากตัณหาส่วนใหญ่ หรือการมุ่งหวังให้สังคมมีความสงบและมีสันติสุข ก็เป็นภวตัณหา
                     เมื่อเราจำเป็นต้องอาศัยอยู่กับโลกภายนอกตน หรือระบบโลก เราต้องบริหารตัณหา โดยใช้หลักการตามระบบโลกบริหารมัน  โดยการศึกษาเรียนรู้ การบริหารวัตถุ คือทรัพย์สิน เงินทอง  และการบริหารจิตใจ คือการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้สมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ ให้มีความสุขที่พอดี

อำนวย นันทนานนท์
e-mail:nant1955@gmail.com
081-816-8099