วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โลกภายนอกตน


                           โลกภายนอกตน  หมายถึง โลกที่เราอยู่อาศัยนี้   เป็นโลกที่มีความสลับซับซ้อน มีทั้งโลกของธรรมชาติและโลกของมนุษย์  เป็นระบบซ้อนระบบ คือระบบที่เป็นกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ และระบบกฏเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างของมนุษย์
                       โลกของธรรมชาติ  ได้แก่ พืช คน สัตว์ ทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา   มีกฏของธรรมชาติ  เป็นแรงขับเคลื่อนโลกให้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสแห่งเหตุปัจจัย คือ อนิจจัง ( ไม่เที่ยง  มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ) ทุกขัง  (ไม่คงทนอยู่ในสภาวะเดิมได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไป) อนัตตา (ไม่มีตัวตนที่แท้ ไม่อาจยึดถือครอบครองได้)  โลกธรรมชาติ เป็นระบบความจริงที่ยิ่งใหญ่ ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง รวมทั้งโลกของมนุษย์ด้วย
                       โลกของมนุษย์ คือ โลกที่มนุษย์สร้างสรรค์ เป็นปัญญาประดิษฐ์ของมนุษย์ ซึ่งได้นำเอาความรู้ที่เป็นกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ มาวิเคราะห์ วิจัย รวบรวมเป็นความรู้  ที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์    การพัฒนาเทคโนโลยี่ การประดิษฐ์คิดค้น และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ   โดยนำมาสร้างเป็นวัตถุธรรมต่างๆ  เช่น เครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องใช้  สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น สร้างที่อยู่อาศัย สร้างบ้าน สร้างเมือง ผลิตเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า  รถยนต์  เครื่องบิน  โทรเลข โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต  ผลิตอาหาร   ยารักษาโรค และพัฒนาเป็นระบบธุรกิจการค้า การซื้อขายแลกเปลี่ยน เป็นทรัพย์สินเงินทอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นความจริงตามที่มนุษย์สมมุติ กำหนดคุณค่ามันขึ้นมา  เรียกความจริงนี้ว่า  สมมุติสัจจะ เป็นระบบโลกของมนุษย์
                       มนุษย์บางพวก บางกลุ่ม มีความคิดที่จะเอาชนะโลกของธรรมชาติ   คิดจะครอบครองและควบคุมโลกของธรรมชาติ เช่นการตัดต้นไม้ ทำลายป่า การขุดเจาะหาน้ำมัน การทำเหมืองแร่ โดยไร้ความรับผิดชอบ โดยหลงลืมไปว่า โลกของธรรมชาติเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดแก่มนุษย์ และสรรพสิ่ง ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ มันเป็นกระแสที่ไหลเลื่อนไปตามเหตุปัจจัย   มันไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร   มนุษย์ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล   แต่ธรรมชาติก็จะปรับตัวเองให้กลับมาอยู่ในจุดสมดุลอยู่เสมอ จึงเกิดเป็นภัยพิบัติต่างๆ ขึ้นทั่วโลก เช่น แผ่นดินไหว พายุใต้ฝุ่นพายุทอนา ฝนแล้ง ฝนตกหนักน้ำท่วม     
                      โลกของมนุษย์  พัฒนาไปตามอำนาจ ของอวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  โดยมีตัณหา  เป็นแรงขับเคลื่อนโลกให้พัฒนาไป  เพื่อสนองความอยาก  ความต้องการของมนุษย์  และมีอวิชชากับอุปาทานอยู่เบื้องหลัง  ( ตัณหาคือความยากด้วยอวิชชา และก่อให้เกิดอุปาทาน เป็นผลให้เกิดกิเลส-กรรม-วิบากกรรม )   สิ่งต่างๆเหล่านี้ ผสมเข้าด้วยกันในอัตราส่วนต่าง ๆ  แตกต่างกันไป  แล้วออกมาเป็นปรากฏการณ์แห่งโลกอันหลากหลาย   เช่น ความโง่ ผสมความชั่วร้าย ออกมาเป็น อาชญากรรม  ความขี้เกียจ ผสมความฉลาดออกมาเป็นเครื่องทุ่นแรงและเทคโนโลยี่ ระบบเทคโนยี่  ความกลัวผสมความรับผิดชอบ ออกมา เป็นระบบการเมือง การปกครอง ระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ ระบบกฏหมาย ระบบครอบครัว ระบบวัฒนธรรม ระบบการศึกษา  ความโลภ ผสมการเกื้อกูลกัน ออกมามาเป็น ระบบธุรกิจ  ความเบื่อหน่าย ผสมการพัฒนา ออกมาเป็นศาสนา เป็นต้น
                     สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือระบบแห่งโลก เป็นระบบซ้อนระบบ  คือมนุษย์คนหนึ่ง ๆ นั้น จะถูกระบบหลายๆ ระบบครอบงำพร้อม ๆ กัน   เช่นเด็ก  คนหนึ่งเกิดมาก็ต้องตกอยู่ภายใต้   ระบบการเมือง  การปกครอง  กฏหมาย  เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ชีวิตแต่ละชีวิตต้องรับผิดชอบ เราถูกครอบงำด้วยกรอบความคิดของลัทธิวัตถุนิยม เด็กๆ ถูกปลูกฝังค่านิยมผิดๆ มาตั้งแต่เกิด สิ่งเหล่านี้ เป็นอวิชชา คือความไม่รู้หรือความรู้ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง  ตัณหา คือ ความทยานอยากในกาม  ในภพ  ในวิภพ  อุปาทาน  คือความยึดมั่นถือมั่นในกาม ในทิฏฐิ ในศีลและพรต  ในวาทะว่าตน  
                     อย่างไรก็ตาม ตัณหา มิได้มีแต่โทษเพียงอย่างเดียว หากแต่มีทั้งคุณและโทษ พร้อม ๆ กัน อยู่  ที่การรู้จักนำไปใช้ประโยชน์มากกว่า เช่น  ภวตัณหาช่วยในการพัฒนาตัวเราเองและสังคม   สัญชาติญาณในการพัฒนาตนเอง ก็เป็นตัณหา   ชนิดหนึ่ง การที่ เราอยากเป็นคนดี อยากร่ำรวย อยากมีความสุข อยากจะบรรลุธรรม นั้นก็เป็นตัณหา แต่เป็นตัณหาที่จะพาหลุดพ้น  ละออกจากตัณหาส่วนใหญ่ หรือการมุ่งหวังให้สังคมมีความสงบและมีสันติสุข ก็เป็นภวตัณหา
                     เมื่อเราจำเป็นต้องอาศัยอยู่กับโลกภายนอกตน หรือระบบโลก เราต้องบริหารตัณหา โดยใช้หลักการตามระบบโลกบริหารมัน  โดยการศึกษาเรียนรู้ การบริหารวัตถุ คือทรัพย์สิน เงินทอง  และการบริหารจิตใจ คือการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้สมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ ให้มีความสุขที่พอดี

อำนวย นันทนานนท์
e-mail:nant1955@gmail.com
081-816-8099


วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สมดุลแห่งชีวิต


           
                            ชีวิตของเราประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ทั้งสองสิ่งนี้ ทำงานประสานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ร่างกายต้องการอาหารหล่อเลี้ยงบำรุง  เพื่อให้ดำรงอยู่ได้ จิตใจก็ต้องการอาหารหล่อเลี้ยงบำรุงด้วยเช่นกัน  ถ้าร่างกายและจิตใจได้รับการหล่อเลี้ยงบำรุงอย่างถูกต้องเหมาะสมได้สมดุล ไม่ตึงเกินไปหรือหย่อนจนเกินไป ชีวิตก็เป็นสุข ดำเนินไปอย่างราบรื่น  ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญทั้งทางร่างกายและจิตใจ  เป็นการเดินทางสายกลาง เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”
                                ถ้าบุคคลใดให้ความสำคัญกับร่างกาย หลงบำรุงบำเรอร่างกาย มากมายเกินกว่าเหตุอันควร ด้วยความยึดมั่น ถือมั่นและยินดีในการเสพ การบริโภคสิ่งต่างๆ ทางทวารทั้ง 6 คือทางกาย  คือการสัมผัสอันนุ่มนวล อ่อนโยน เบาสบาย 
ทางตาคือการดู การชมสิ่งสวยงาม เลิศหรูอลังการ  ทางหูคือได้ฟังเสียงเพลงอันไพเราะเสนาะโสต หรือเสียง ที่ชื่นชม สรรเสริญ เยินยอ  ทางจมูกคือ ได้สูดดมของหอม เย้ายวนใจ  ทางลิ้น คือการรับรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม อาหารอร่อยถูกปาก ถูกใจ ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเรียกสิ่งนี้ว่า” กามตัณหา”  อันเป็นต้นเหตุของความโลภ โกรธ หลง ขาดสติ ประมาทมัวเมา  เร่าร้อน  การดำเนินชีวิตในลักษณะนี้ เรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค” ไม่อาจบรรลุธรรมได้
                                ถ้าบุคคใดปฏิเสธคุณประโยชน์ของร่างกายโดยสิ้นเชิง ทรมานตนด้วยอาการต่าง ๆ นานา เช่น การอดอาหารปฏิเสธการใช้คุณค่าของร่างกาย ดังที่มันเป็นอยู่นั้น   อันเป็นวิภาวตัณหา   นำมาซึ่งปฏิฆะ   และความฟุ้งซ่าน   อันเศร้าหมอง  เรียกว่า “อัตตกิลมกานุโยค” ไม่อาจบรรลุธรรมได้เช่นกัน
                                ในเรื่องของร่างกายนี้  บุคคลพึงยอมรับความเป็นจริงถึงความมีอยู่  เป็นอยู่  และคุณค่าของมัน ทั้งเกื้อกูล  ให้มันดำรงอยู่  เพื่อใช้ประโยชน์จากมัน   แต่ไม่ยึดถือมัน และไม่ยินดีในสิ่งที่มาเกื้อกูลมัน   ไม่ว่าจะเป็นอาหาร   เครื่องนุ่งห่ม       ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค  บริโภคสิ่งต่าง เหล่านี้อย่างพอเพียง อย่างรู้คุณค่า ตามความจำเป็น
                                ส่วนในเรื่องทางจิตใจ การที่จิตใจเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข มิได้เป็นผลมาจากกรรมเก่า แต่ประการเดียวโดยสิ้นเชิง  แต่เป็นผลมาจากกรรมใหม่มากกว่า เพราะมนุษย์ มีอิสระภาพ ในการตัดสินใจ เลือกตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ หลายประการ การตัดสินใจ กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด คือกรรมใหม่ทั้งสิ้น
                                การกระทำที่แตกต่างกัน ย่อมให้ผลที่แตกต่างกัน   การกระทำที่เหมาะสมย่อมนำมาซึ่งความสุข การกระทำ  ที่ไม่เหมาะสมย่อมนำมาซึ่งความทุกข์  การเลือกประกอบกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ย่อมเป็นไปตามระดับสติปัญญาของบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกัน
                         การบริหารชีวิตคือ การเลี้ยงดู  บำรุง รักษา การเสพ การบริโภคสิ่งต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  รวมทั้งการกระทำกิจกรรม การงานต่างๆ  ควรทำให้เกิดความสมดุลหรือความพอดีหรือพอเพียง  ก็จะทำให้ชีวิตเรามีความสุข  และ
ต้องพัฒนาชีวิตให้ยิ่งขึ้นไป จนสามารถสลัดความสุขทิ้งออกไปได้ ไม่ยึดติดในความสุข  ให้อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์  ชีวิตจึงสะอาดหมดจดและบริสุทธิ์  เรียกว่า นิพพาน  ด้วยการเดินทางอยู่บนเส้นทาง ของทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา  อย่างแท้จริง 

อำนวย นันทนานนท์
081-816-8099
e-mail.com : nant1955@gmail.com

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รู้จักและเข้าใจตัวตนที่แท้จริง

               ธรรมชาติ  เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งหลาย มีพลังสร้างสรรค์และเป็นผู้ให้อย่าง แท้จริง โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ  ธรรมชาติประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นปฐมธาตุ เมื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้ รวมตัวกันด้วยเหตุปัจจัยและเงื่อนไขที่เหมาะสม ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งใหม่ เปลี่ยนแปลงไป ๆ เป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สิ้นสุด เป็นไปตามกฏไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา              
                     มนุษย์ เป็นหนึ่งเดียวกับ ธรรมชาติ ดังนั้นมนุษย์เราก็มีพลังสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด   ซ่อนเร้นอยู่ภายในเช่นเดียวกับธรรมชาติ สนามพลังงานของศักยภาพอันบริสุทธิ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในคือ ตัวตนเดิมแท้หรือจิตวิญญาณที่รวมตัวเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ระหว่าง เรากับสนามพลังงานนี้
                มนุษย์เป็นสัตว์ที่ไม่สมบูรณ์ แต่มีภูมิปัญญาที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจสัจจะธรรม จริยะธรรมคำสอนของผู้รู้ทั้งหลายได้  ชีวิตหรือตัวตนของ เรามิได้เกิดมาตามลำพัง   เราเกิดมาท่ามกลางญาติพี่น้อง  พ่อแม่  พี่น้อง  ปู่ย่า  ตายาย  เรามีสภาพแวดล้อมที่เป็น บ้าน วัด โรงเรียน  ชุมชน เป็นสังคมประเทศชาติ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่ร่วมกันเป็นชนเผ่า เป็นชุมชน สังคม  มีศาสนา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี   ชีวิตหรือตัวตนของเรา  เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดู ได้เรียนรู้ และถูกหล่อหลอมครอบงำ ความรู้สึก นึกคิด ความเชื่อ ค่านิยมและทัศนะคติต่างๆ  ไว้ด้วยกรอบความคิดของสังคมดังกล่าว                 

                      สังคมโลกของเราถูกครอบงำไว้ด้วย  ทัศนะคติ ความเชื่อ ค่านิยม แบบลัทธิวัตถุนิยมหรือการบริโภคนิยม โดยมีความเชื่อว่า ชีวิตมิได้มีเป้าหมายแต่ประการใด เกิดมาชีวิตเดียวตายหนเดียว ตายแล้วสูญสิ้นสลายไปไม่มีอะไรเหลือมีแต่เถ้าถ่าน ความตายคือที่สุดของทุกสิ่ง ไม่มีโลกหน้า มีแต่โลกนี้เท่านั้นที่เป็นความจริง  ไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์  มองว่า เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สาระ   
                 ชีวิต ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ มักถูกสอนหรือปลูกฝังความคิด ความเชื่อ ค่านิยมและทัศนะคติ ผิดๆ มาตั้งแต่เด็ก  เช่น การหวงแหน ของเล่น  ไม่ยอมแบ่งปันให้เพื่อน  การข่มเหงรังแก การแข่งขันทางการศึกษา และการเอาลัดเอาเปรียบ กัน เราถูกสอนให้รู้จักแต่เรื่องตัวฉัน ของฉัน  ล้วนแต่เสริมสร้างอัตตาหรือตัวตนมาตั้งแต่เด็ก การใช้สินค้าแบลนด์เนม เสื้อผ้าตามยุคสมัยของแฟชั่น ใช้ สินค้าราคาแพง  อวดโก้หรูหรา ฟุ่มเฟือย  วัฒนธรรมการกินอาหารของเราก็เปลี่ยนไป เราสามารถหาอาหารกินได้ตลอด  24 ชั่วโมง จะกินอะไร   ที่ใหน เวลาใด ไม่ต้องเป็นห่วง หากินได้ตลอดเวลา   การกินอาหารในสถานที่หรูหรา ราคาแพง แต่คุณภาพต่ำ อาหารไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีโทษต่อสุขภาพ โดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งโก้เก๋ ดีงาม  ทำให้เราลุ่มหลงตกเป็นทาสของลัทธิวัตถุนิยมหรือการบริโภคนิยม โดยไม่รู้ตัว ทำให้เรา แสวงหา ครอบครองเป็นเจ้าของวัตถุ ทรัพย์สิน เงินทอง การแสวงหาความร่ำรวยให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม การคอรัปชั่น หลอกลวง ฉ้อโกง เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองให้มากๆ  จึงจะมีความสุข มีคุณค่า น่ายกย่องนับถือ โดยไม่สนใจเรื่องของจิตใจ                   

                         การดำรงชีวิตอยู่ โดยมุ่งยึดถือ วัตถุภายนอกนั้น  จุดอ้างอิงคืออัตตา หรืออีโก้ นั้นมิใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา อัตตาเป็นเพียงภาพของความคิดเกี่ยวกับตัวตนของเรา มันคือหน้ากากที่เราสวมใส่ในสังคม มันคือบทบาทที่เรากำลังแสดง มันจะเติบโตขึ้นภายใต้การยอมรับของผู้อื่น มันมีความต้องการที่จะควบคุมสิ่งต่างๆ และมันจะอยู่ได้ด้วยการใช้พลังอำนาจจากภายนอก มีชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของความกลัว เป็นพลังอำนาจที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ยั่งยืน  มัน จะหายไปพร้อม ๆ กับตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือทรัพย์สินเงินทองของเรา                  
                         การดำรงชีวิตอยู่ด้วยสภาวะแห่งตัวตนที่แท้จริง คือ การหันกลับเข้ามาสู่จุดอ้างอิงที่อยู๋ภายใน  คือจิตวิญญาณ การมีสติ ระลึกรู้ถึงลมหายใจ เข้าออก  รู้เท่าทันความรู้สึก นึกคิด และการกระทำสิ่งต่างๆ มัน ตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบชั่วดี  และการมีสัมปชัญญะ คือการรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกขณะแห่งการกระทำ  การเข้าถึงสภาวะแห่งการหยั่งรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง มันอยู่เหนือการมีอัตตา   คือภาวะที่ปราศจากความกลัว     มันพร้อมน้อมรับต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ  มันไม่กลัวต่อความท้าทายใดๆ  มันมีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้ผู้ใด ทั้งไม่อยู่เหนือผู้ใด เราจะไม่มีสิ่งที่รู้สึกผิด เราจะปราศจากความกลัว เราไม่รู้สึกกดดัน หรือต้องการที่จะควบคุมสิ่งต่างๆ  เราจะไม่ดิ้นรนเพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจจาก ภายนอก  พลังของตัวตนที่แท้จริงคือพลังที่ยั่งยืน เพราะมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของการได้ตระหนักรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง  นอกจากนี้มันยังมีลักษณะพิเศษเสมือนพลังแม่เหล็กคือมันสามารถดึงดูดผู้คน  สิ่งที่คุณต้องการ ถานการณ์และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้มาสนับสนุนสิ่ง ที่เราปรารถนา               
                        รูปคือความว่าง ความว่างคือรูป หมายความว่า สิ่งที่ตามองเห็นนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง สิ่งที่ตามองไม่เห็นต่างหากคือตัวตนที่แท้จริง (คัมภีร์ ปรัชญาปารมิตาหทัยสูตร)