ชีวิตของเราประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ทั้งสองสิ่งนี้
ทำงานประสานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ร่างกายต้องการอาหารหล่อเลี้ยงบำรุง เพื่อให้ดำรงอยู่ได้ จิตใจก็ต้องการอาหารหล่อเลี้ยงบำรุงด้วยเช่นกัน
ถ้าร่างกายและจิตใจได้รับการหล่อเลี้ยงบำรุงอย่างถูกต้องเหมาะสมได้สมดุล ไม่ตึงเกินไปหรือหย่อนจนเกินไป
ชีวิตก็เป็นสุข ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นการเดินทางสายกลาง เรียกว่า
“มัชฌิมาปฏิปทา”
ถ้าบุคคลใดให้ความสำคัญกับร่างกาย
หลงบำรุงบำเรอร่างกาย มากมายเกินกว่าเหตุอันควร ด้วยความยึดมั่น ถือมั่นและยินดีในการเสพ
การบริโภคสิ่งต่างๆ ทางทวารทั้ง 6 คือทางกาย คือการสัมผัสอันนุ่มนวล
อ่อนโยน เบาสบาย
ทางตาคือการดู การชมสิ่งสวยงาม เลิศหรูอลังการ ทางหูคือได้ฟังเสียงเพลงอันไพเราะเสนาะโสต หรือเสียง ที่ชื่นชม สรรเสริญ เยินยอ ทางจมูกคือ ได้สูดดมของหอม เย้ายวนใจ ทางลิ้น คือการรับรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม อาหารอร่อยถูกปาก ถูกใจ ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเรียกสิ่งนี้ว่า” กามตัณหา” อันเป็นต้นเหตุของความโลภ โกรธ หลง ขาดสติ ประมาทมัวเมา เร่าร้อน การดำเนินชีวิตในลักษณะนี้ เรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค” ไม่อาจบรรลุธรรมได้
ทางตาคือการดู การชมสิ่งสวยงาม เลิศหรูอลังการ ทางหูคือได้ฟังเสียงเพลงอันไพเราะเสนาะโสต หรือเสียง ที่ชื่นชม สรรเสริญ เยินยอ ทางจมูกคือ ได้สูดดมของหอม เย้ายวนใจ ทางลิ้น คือการรับรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม อาหารอร่อยถูกปาก ถูกใจ ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเรียกสิ่งนี้ว่า” กามตัณหา” อันเป็นต้นเหตุของความโลภ โกรธ หลง ขาดสติ ประมาทมัวเมา เร่าร้อน การดำเนินชีวิตในลักษณะนี้ เรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค” ไม่อาจบรรลุธรรมได้
ถ้าบุคคใดปฏิเสธคุณประโยชน์ของร่างกายโดยสิ้นเชิง
ทรมานตนด้วยอาการต่าง ๆ นานา เช่น การอดอาหารปฏิเสธการใช้คุณค่าของร่างกาย ดังที่มันเป็นอยู่นั้น อันเป็นวิภาวตัณหา นำมาซึ่งปฏิฆะ และความฟุ้งซ่าน อันเศร้าหมอง
เรียกว่า “อัตตกิลมกานุโยค” ไม่อาจบรรลุธรรมได้เช่นกัน
ในเรื่องของร่างกายนี้ บุคคลพึงยอมรับความเป็นจริงถึงความมีอยู่ เป็นอยู่ และคุณค่าของมัน ทั้งเกื้อกูล ให้มันดำรงอยู่ เพื่อใช้ประโยชน์จากมัน แต่ไม่ยึดถือมัน และไม่ยินดีในสิ่งที่มาเกื้อกูลมัน
ไม่ว่าจะเป็นอาหาร
เครื่องนุ่งห่ม
ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค บริโภคสิ่งต่าง เหล่านี้อย่างพอเพียง
อย่างรู้คุณค่า ตามความจำเป็น
ส่วนในเรื่องทางจิตใจ
การที่จิตใจเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข มิได้เป็นผลมาจากกรรมเก่า
แต่ประการเดียวโดยสิ้นเชิง
แต่เป็นผลมาจากกรรมใหม่มากกว่า เพราะมนุษย์ มีอิสระภาพ ในการตัดสินใจ
เลือกตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ หลายประการ การตัดสินใจ กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด
คือกรรมใหม่ทั้งสิ้น
การกระทำที่แตกต่างกัน
ย่อมให้ผลที่แตกต่างกัน การกระทำที่เหมาะสมย่อมนำมาซึ่งความสุข
การกระทำ ที่ไม่เหมาะสมย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ การเลือกประกอบกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น
ย่อมเป็นไปตามระดับสติปัญญาของบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกัน
การบริหารชีวิตคือ การเลี้ยงดู บำรุง รักษา การเสพ การบริโภคสิ่งต่างๆ
ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
รวมทั้งการกระทำกิจกรรม การงานต่างๆ
ควรทำให้เกิดความสมดุลหรือความพอดีหรือพอเพียง ก็จะทำให้ชีวิตเรามีความสุข และ
ต้องพัฒนาชีวิตให้ยิ่งขึ้นไป จนสามารถสลัดความสุขทิ้งออกไปได้ ไม่ยึดติดในความสุข ให้อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ ชีวิตจึงสะอาดหมดจดและบริสุทธิ์ เรียกว่า นิพพาน ด้วยการเดินทางอยู่บนเส้นทาง ของทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา อย่างแท้จริง
ต้องพัฒนาชีวิตให้ยิ่งขึ้นไป จนสามารถสลัดความสุขทิ้งออกไปได้ ไม่ยึดติดในความสุข ให้อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ ชีวิตจึงสะอาดหมดจดและบริสุทธิ์ เรียกว่า นิพพาน ด้วยการเดินทางอยู่บนเส้นทาง ของทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา อย่างแท้จริง
อำนวย
นันทนานนท์
081-816-8099
e-mail.com : nant1955@gmail.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น