จงหว่าน
“ความคิด”
แล้วคุณจะเก็บเกี่ยวได้เป็น
“การกระทำ”
จงหว่าน “การกระทำ”
แล้วคุณจะเก็บเกี่ยวได้เป็น “นิสัย”
จงหว่าน “นิสัย” แล้วคุณจะเก็บเกี่ยวได้เป็น “บุคคลิกลักษณะ”
จงหว่าน
“บุคคลิกลักษณะ แล้วคุณจะเก็บเกี่ยวได้เป็น
“โชคชะตา”
ซามูเอล สไมล์ ได้กล่าวไว้
ชีวิตของแต่ละคนย่อมขับเคลื่อนไปตามอำนาจของแรงแห่งความปรารถนาหรือแรงแห่งกรรมคือ
การกระทำและผลแห่งการกระทำ เป็นไปตามหลักของเหตุและผล กล่าวคือ
กรรมเป็นเหตุให้เราเกิดมา
กรรมเป็นตัวชักพาให้เป็นไป
เราเป็นทายาทของสิ่งที่เราทำไว้
เราทำกรรมอะไรไว้ ดีหรือชั่ว เราจักเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น กรรมจึงเป็นเครื่องจำแนกบุคคล ให้แตกต่างกัน
ซึ่งมนุษย์แต่ละคนมีส่วนผสมภายในไม่เท่ากัน
จึงเกิดความแตกต่างกันในเรื่องต่างๆ
ดังนี้ คือความเข้าใจ ความนิยม
ความเชื่อ ความยึดถือในสิ่งที่รับได้
สิ่งที่รับไม่ได้
สิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบ
ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายเป็นผลมาจากกรรมทั้งสิ้น แต่มนุษย์มิได้รับเฉพาะผลของกรรมเก่าเท่านั้น
เพราะมนุษย์มีสิทธิ์และอิสระที่จะสร้างกรรมใหม่ได้ไม่รู้จบ
และทุกขณะที่รับผลของกรรมเก่า ก็มีสิทธิเลือกสนองตอบได้หลากหลายรูปแบบ
การสนองตอบกรรมเก่าในหลายรูปแบบต่างๆ
คือกรรมใหม่ซึ่งมีพลังมากกว่ากรรมเก่า
ดังนั้นการกระทำกรรมใหม่จึงเปรียบเสมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ดีลงบนผืนดินอันอุดมคือจิตใจของเรานั่นเอง
ระบบกรรม เป็นระบบอันสลับซับซ้อน
เป็นอจิณไตยคือนับไม่ถ้วน มันถักทอสานกันเป็นชะตากรรมของมนุษย์ เจตนา หรือความจงใจหรือความตั้งใจ
เป็นอาหารของกรรม หนึ่งเจตนาคือหนึ่งกรรม
วันหนึ่งเราทำกรรมหรือคิดหรือทำเรื่องต่างๆ มากมาย
แต่ละกรรมจะถักทอสานกันเป็นเครือข่าย เป็นสายใยในแต่ละชุดกรรมเรียกว่า
หนึ่งบ่วงกรรม หลายๆ บ่วงกรรม
จะถักทอสานกันเป็นชะตากรรมหรือโชคชะตาระบบกรรมจะครอบงำชีวิตคน สังคม ประเทศชาติ
และครอบงำโลกทั้งโลกด้วย
กรรม คือการกระทำและผลที่ตามมาของการกระทำนั้น
มันมีความหมายรวมทั้งเหตุและผลไปพร้อม ๆ กันเพราะว่าในทุกๆ การกระทำ
ย่อมก่อให้เกิดแรงของพลังงานที่ย้อนกลับมาสู่เรา ในแบบเดียวกับที่เราได้กระทำออกไป
ดังคำกล่าวที่ว่า “หว่านสิ่งใด ย่อมได้ผลในสิ่งนั้น “ สังคมก็เช่นกัน สังคมทำอะไรไว้ ก็ย่อมได้รับสิ่งนั้นเป็นผลลัพธ์กลับมา
ทุก ๆ
การกระทำ
คือบทตอนแห่งกรรมโดยมีเจตนา
หรือความจงใจ หรือการตัดสินใจเลือก ของจิตสำนึก ของเรา และทุกการ กระทำก่อให้เกิดความทรงจำ
และความทรงจำนั้น มีความสามารถหรือศักยภาพที่ก่อให้เกิดความปรารถนา และความปรารถนา
ก็ก่อให้เกิดการกระทำอีกครั้งหนึ่ง (
กรรม-ความทรงจำ-ความปรารถนา-และกรรม )
การตัดสินใจเลือกต่างๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ได้ทำให้เราทุกคน
กลายเป็นโครงข่ายที่เกิดจากการถักทอกัน
ของปฏิกิริยาตอบโต้ต่อเงื่อนไขทั้งหลายที่เราต้องเผชิญ และเราได้กลายเป็นระบบอันคงที่ที่ถูกลั่นไกโดยผู้คน
และสถานการณ์แวดล้อมต่างๆ อันนำไปสู่การแสดงออกหรือพฤติกรรมที่สามารถคาดเดาได้
เป็นความเคยชินที่เรียกว่า นิสัย และกลายเป็นชะตากรรมหรือโชคชะตาของแต่ละบุคคล
ผลของกรรมหรือวิบากกรรม
จึงเป็นสิ่งที่มาจากการตัดสินใจเลือกของจิตสำนึกของเราเอง ทุกๆ สิ่งที่กิดขึ้น ในขณะนี้
ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม
ทั้งหมดล้วนมาจากการตัดสินใจเลือกที่เราได้ทำในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้น
จงยอมรับความจริงตามที่มันเป็นอยู่ แม้ว่าสถานการณ์ในชีวิตที่จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้ายสักเพียงใดก็ตาม
จงอย่าท้อแท้ และหมดหวัง เพราะความหมดหวัง คือความล้มเหลวอย่างแท้จริง จงเผชิญหน้าด้วยความสงบ
แม้ว่าเหตุการณ์ภายนอกจะสับสน ซับซ้อนวุ่นวายสักเพียงใด
ก็อย่าให้สิ่งเหล่านั้นมารบกวนจิตใจเรา
จงเปลี่ยนผลของกรรมให้เป็นประสบการณ์ที่น่าพึงปรารถนามากขึ้น
ให้ถามตัวเองว่า ทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น อะไรคือสิ่งที่จักวาลต้องการบอกให้เรารู้
และเราจะทำให้ประสบการณ์นี้เกิดประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้อย่างไร
จงต้อนรับความยากลำบาก ด้วยความหวัง
และมองโลกในแง่ดี จงหันไปหาพลังที่ดีที่สุด คือความจริงใจและความสุจริตใจให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะถ้าเรามองโลกในแง่ร้าย เราตอบโต้กับสถานการณ์อย่างรุนแรง ด้วยความโกรธ ความเห็นแก่ตัว
ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ต่างๆ เลวร้ายลงไปอีก จงมีความมั่นใจว่า เราสามารถผ่านพ้นวิกฤติการณ์ อันเลวร้ายนี้ไปได้
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ได้ตลอดไป มันต้องคลี่คลายเปลี่ยนแปลงไป เพราะทุกสิ่งไม่เที่ยง มันจะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ
ปัจจัยและเงื่อนไข หากเราสามารถปรับเหตุ เปลี่ยนปัจจัย แปลงเงื่อนไข ได้สำเร็จ ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป
ตามเหตุปัจจัยนั้นๆ
ดังนั้น
ท่านจงหว่านเมล็ดพันธุ์ (กรรมหรือการกระทำ) ที่ดีงามลงบนจิตใจ หรือจิตใต้สำนึก
เพราะจิตใต้สำนึก มีศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด
ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
ซึ่งเปรียบเสมือนผืนดินอันอุดม เสียตั้งแต่บัดนี้ โดยตระหนักรู้ในทุกขณะว่าอนาคตของเรานั้น
ถูกทำให้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่เรากระทำอยู่ในปัจจุบันขณะ คือ ทุก ๆ
ขณะของชีวิต ด้วยการมีสติในทุกขณะแห่งการกระทำ
ตามหลักการของศีล สมาธิ ปัญญา คือการเจริญสมาธิภาวนา
หรือการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน เพื่อเข้าถึงสภาวะจิตว่าง
การหยั่งรู้ถึงสภาวะตัวตนที่แท้จริง และจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์
ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน เพื่อการก้าวขึ้นอยู่เหนือกรรมคือ การเป็นอิสระจากกรรม
ซึ่งจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีงามและยิ่งใหญ่ เป็นสันติสุขอย่างแท้จริง