วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โลกภายในตน


                    โลกภายในตน  หมายถึง จิตวิญญาณ หรือจิตใจ ที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์  เป็นนามธรรม ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา  ไม่อาจสัมผัสจับต้องได้  แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง  เป็นโลกเร้นลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีศักยภาพอันบริสุทธิ์อันไร้ขีดจำกัด  เป็นอาณาจักรแห่งความเป็นไปได้ และเป็นพลังสร้างสรรค์ในทุก ๆ สิ่ง   มันแสดงออกเป็น ตัวตนของมนุษย์ ในรูปของความคิด  คำพูด และการกระทำทางกาย  เราเรียกการกระทำเหล่านี้ว่า กรรม
               โลกภายนอก จะกว้างขวางแค่ใหน เพียงไร  จะเป็นเช่นไร  มันจะเข้ามาเป็นองค์ประกอบความทรงจำของเราคือโลกภายในตัวเรา เท่าที่เรารับรู้มา  อะไรที่เราไม่รับรู้ หรือรู้แต่ไม่รับ  มันก็ผ่านเลยไป ไม่มาเป็นองค์ประกอบของโลกภายในตัวเรา   การรับรู้โลกภายนอกของแต่ละคนแตกต่างกันและประสบการณ์ก็แตกต่างกัน ทั้งโดยปริมาณ และคุณภาพ   นั่นคือขอบเขตของโลกภายในของแต่ละคน ย่อมไม่เท่ากันและแตกต่างกัน 
               โลกภายในหรือจิตใจ รับรู้โลกภายนอกได้ ก็โดยอาศัยร่างกาย ผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง  6  คือ ตา  จมูก  ลิ้น  กาย ใจ เมื่อรับรู้แล้วเกิดความรู้สึกพอใจ  หรือไม่พอใจ  หรือเฉยๆ  เรียกว่า  เวทนา”   จิตก็เก็บบันทึกความรู้สึกไว้   เป็นความ  ทรงจำ  เรียกว่า สัญญาการที่จิต  นึก คิด  และรู้ เรื่องราวต่าง ๆ  ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และการวางแผนในอนาคตได้นั้น  เพราะการปรุงแต่งของจิต   (จิตสังขาร)   โดยแสดงออกเป็นการกระทำต่าง ๆ  ทั้งทางความคิด  เรียกว่ามโนกรรม”    ทางพูด  เรียกว่า  วจีกรรม”   และทางกาย เรียกว่ากายกรรม”  โดยมีความจงใจ หรือ เจตนา ที่อยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส  ( อวิชชา  ตัณหา อุปาทาน )  ก่อให้เกิดกรรม  และวิบากกรรมต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด   ถักทอกันเป็นชะตากรรมหรือโชคชะตา ของมนุษย์ และสังคมของมนุษย์ นี่คือระบบกรรม
               ถ้าโลกภายใน มีการรับรู้ที่ถูกต้องตาม ความเป็นจริง  และมีการกระทำถูกต้อง ก็เป็น กุศลกรรม ย่อมก่อให้เกิดความสุข   แต่ถ้าการรับรู้  เข้ามาเป็นองค์ประกอบภายในไม่ถูกต้อง  หรือผิดเพี้ยนไปจากความจริงตาม  กฏธรรมชาติ การกระทำ ก็ย่อมไม่ถูกต้องเป็น อกุศลกรรมย่อมนำมาซึ่งความทุกข์
               จิต คือธาตุรู้ คือ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  จิตเป็นพลังงานรูปหนึ่งซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนรูปได้ ที่เรียกว่า 
“ จิตสังขาร”  คือการประกอบหรือการปรุงแต่งของจิต เป็นพลังจิต(สติ)  พลังใจ ( สมาธิ ) พลังความคิด (ความจงใจหรือเจตนา)  เมื่อจิตทำงาน จะมีสภาวะเรืองแสงเรียกว่า จิตเกิด เมื่อหยุดทำงาน แสงก็จะดับไป เรียกว่า  จิตดับ จิตทำงานด้วยความเร็วสูงมากกว่าความเร็วของแสงเสียอีก คือ เกิด-ดับ เกิด-ดับ ต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา ทำให้เราหลงผิดเข้าใจว่าเป็นตัวตนเป็นเรา เป็นเขา  จิตสามารถรู้ และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ตามขอบเขตของระบบประสาททั้ง 6 ตามที่ กล่าวมาแล้ว
                มนุษย์แต่ละคนรับรู้โลกภายนอกมาต่างกัน การเรียนรู้ต่างกัน มีประสบการณ์ต่างกันทั้งโดยปริมาณ และคุณภาพ ประกอบกับคุณสมบัติของสิ่งที่เข้ามาผสมผสาน   การสร้างโลกเฉพาะภายในของแต่ละคนก็ต่างกัน  อันเป็นส่วนผสมของกิเลส ตัณหา  ปัญญา คุณธรรม  ความโง่ ความฉลาด ไม่เท่ากัน   
                แม้ตัณหาในตัวเรา  ทั้งที่เรารับมาจากภายนอก   และที่เราสร้างขึ้นเอง มันก็มีการพัฒนาของมัน ในสามลักษณะ ได้แก่ 1)  กามตัณหา คือความทะยานอยากในกาม พัฒนาเป็นความโลภ มารยา ตระหนี่   2)  ภวตัญหา  คือ ความทะยานอยากในภพ  อยากเป็นนั่น เป็นนี่  พัฒนา เป็นโอ้อวด มานะการแข่งดี การตีตนเสมอ หรือด้อยกว่าหรือเด่นกว่า  ความอิจฉาริษยา  3) วิภวตัณหา คือ ความทะยานอยากในวิภพ อยากไม่เป็นนั่น ไม่อยากเป็นนี่ อยากพรากพ้น ทำลายให้ดับสูญไปเสีย  พัฒนาเป็นความโกรธ ความผูกโกรธ การปองร้าย
                 อย่างไรก็ตาม  มนุษย์ มีศักยภาพในการเรียนรู้อันไร้ขีดจำกัด เมื่อมีการเรียนรู้แล้ว ทุกคนก็มีสิทธิพัฒนาตนไปสู่ความสำเร็จ  โดยการใช้ปัญญาเข้าไปฝึกกิเลส  ตัณหา ให้มัสงบ และแสดงพลังเฉพาะส่วนทีมีประโยชน์ ส่งเสริมให้ชีวิตไปสู่ความสำเร็จ  ใครที่สามารถฝึกฝนพัฒนาตนจนมีอำนาจบริหารควบคุมกิเลสตัณหา ปัญญาและความโง่ในตนได้มาก ก็จะมีบุญบารมีมาก คุณธรรมก็จะสูงมากไปด้วย
                การเรียนรู้ ฝึกฝน การพัฒนาทั้งตัณหาและปัญญามีอยู่ทุกวันและมีอยู่ตลอดเวลา  อัตรส่วนผสมภายในของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน   จึงเกิดเป็นจริตที่โดดเด่นขึ้นเฉพาะตน  มีนิสัยใจคอ ความโดดเด่นที่แตกต่างกัน 6 ลักษณะ
                1. กามโดดเด่น                  เรียกว่า    ราคะจริต 
                2. ความโลภโดดเด่น           เรียกว่า    โลภจริต
                3. ความโกรธโดเด่น            เรียกว่า    โทสะจริต
                4. ความโง่โดดเด่น              เรียกว่า   โมหะจริต
                5. ความเชื่อง่ายโดเด่น         เรียกว่า    ศรัทธาจริต
                6. ปัญญาโดดเด่น               เรียกว่า    พุทธจริต
                ในความเป็นจริง ทุกคนมีจริตทุกอย่างในตัว แต่การผสมที่ไม่เสมอส่วนนั้น ทำให้บางตัวโดดเด่นกว่าเพื่อน นั่นคือโลกภายในที่เขาผสมส่วนสร้างขึ้นเองในตัวแต่ละคน โลกภายในของตัวเราก็เช่นกัน เราสร้างโลกเราไว้อย่างไร และควรพัฒนาอย่างไร เราต้องสำรวจวิจัยตัวเองให้ชัด
                รู้โลก ไม่สู้รู้คน”  หมายความว่า ความรู้เรื่องโลกภายนอกมากน้อยแค่ใหนไม่สำคัญเท่ากับการรู้เท่าทันตนเอง เป็นความรู้ เรื่องโลกข้างใน เป็นจินตนาการ  ความคิดสร้างสรรค์และการบริหารจัดการ  กิเลส ตัณหาอย่างไร ให้ลงตัวทั้ง โลกภายในและโลกภายนอก  ซึ่งในที่สุดจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จแห่งชีวิตและมีความสุขทางใจอย่าง แท้จริง

                                 

1 ความคิดเห็น: