วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รู้จักและเข้าใจตัวตนที่แท้จริง

               ธรรมชาติ  เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งหลาย มีพลังสร้างสรรค์และเป็นผู้ให้อย่าง แท้จริง โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ  ธรรมชาติประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นปฐมธาตุ เมื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้ รวมตัวกันด้วยเหตุปัจจัยและเงื่อนไขที่เหมาะสม ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งใหม่ เปลี่ยนแปลงไป ๆ เป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สิ้นสุด เป็นไปตามกฏไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา              
                     มนุษย์ เป็นหนึ่งเดียวกับ ธรรมชาติ ดังนั้นมนุษย์เราก็มีพลังสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด   ซ่อนเร้นอยู่ภายในเช่นเดียวกับธรรมชาติ สนามพลังงานของศักยภาพอันบริสุทธิ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในคือ ตัวตนเดิมแท้หรือจิตวิญญาณที่รวมตัวเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ระหว่าง เรากับสนามพลังงานนี้
                มนุษย์เป็นสัตว์ที่ไม่สมบูรณ์ แต่มีภูมิปัญญาที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจสัจจะธรรม จริยะธรรมคำสอนของผู้รู้ทั้งหลายได้  ชีวิตหรือตัวตนของ เรามิได้เกิดมาตามลำพัง   เราเกิดมาท่ามกลางญาติพี่น้อง  พ่อแม่  พี่น้อง  ปู่ย่า  ตายาย  เรามีสภาพแวดล้อมที่เป็น บ้าน วัด โรงเรียน  ชุมชน เป็นสังคมประเทศชาติ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่ร่วมกันเป็นชนเผ่า เป็นชุมชน สังคม  มีศาสนา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี   ชีวิตหรือตัวตนของเรา  เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดู ได้เรียนรู้ และถูกหล่อหลอมครอบงำ ความรู้สึก นึกคิด ความเชื่อ ค่านิยมและทัศนะคติต่างๆ  ไว้ด้วยกรอบความคิดของสังคมดังกล่าว                 

                      สังคมโลกของเราถูกครอบงำไว้ด้วย  ทัศนะคติ ความเชื่อ ค่านิยม แบบลัทธิวัตถุนิยมหรือการบริโภคนิยม โดยมีความเชื่อว่า ชีวิตมิได้มีเป้าหมายแต่ประการใด เกิดมาชีวิตเดียวตายหนเดียว ตายแล้วสูญสิ้นสลายไปไม่มีอะไรเหลือมีแต่เถ้าถ่าน ความตายคือที่สุดของทุกสิ่ง ไม่มีโลกหน้า มีแต่โลกนี้เท่านั้นที่เป็นความจริง  ไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์  มองว่า เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สาระ   
                 ชีวิต ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ มักถูกสอนหรือปลูกฝังความคิด ความเชื่อ ค่านิยมและทัศนะคติ ผิดๆ มาตั้งแต่เด็ก  เช่น การหวงแหน ของเล่น  ไม่ยอมแบ่งปันให้เพื่อน  การข่มเหงรังแก การแข่งขันทางการศึกษา และการเอาลัดเอาเปรียบ กัน เราถูกสอนให้รู้จักแต่เรื่องตัวฉัน ของฉัน  ล้วนแต่เสริมสร้างอัตตาหรือตัวตนมาตั้งแต่เด็ก การใช้สินค้าแบลนด์เนม เสื้อผ้าตามยุคสมัยของแฟชั่น ใช้ สินค้าราคาแพง  อวดโก้หรูหรา ฟุ่มเฟือย  วัฒนธรรมการกินอาหารของเราก็เปลี่ยนไป เราสามารถหาอาหารกินได้ตลอด  24 ชั่วโมง จะกินอะไร   ที่ใหน เวลาใด ไม่ต้องเป็นห่วง หากินได้ตลอดเวลา   การกินอาหารในสถานที่หรูหรา ราคาแพง แต่คุณภาพต่ำ อาหารไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีโทษต่อสุขภาพ โดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งโก้เก๋ ดีงาม  ทำให้เราลุ่มหลงตกเป็นทาสของลัทธิวัตถุนิยมหรือการบริโภคนิยม โดยไม่รู้ตัว ทำให้เรา แสวงหา ครอบครองเป็นเจ้าของวัตถุ ทรัพย์สิน เงินทอง การแสวงหาความร่ำรวยให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม การคอรัปชั่น หลอกลวง ฉ้อโกง เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองให้มากๆ  จึงจะมีความสุข มีคุณค่า น่ายกย่องนับถือ โดยไม่สนใจเรื่องของจิตใจ                   

                         การดำรงชีวิตอยู่ โดยมุ่งยึดถือ วัตถุภายนอกนั้น  จุดอ้างอิงคืออัตตา หรืออีโก้ นั้นมิใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา อัตตาเป็นเพียงภาพของความคิดเกี่ยวกับตัวตนของเรา มันคือหน้ากากที่เราสวมใส่ในสังคม มันคือบทบาทที่เรากำลังแสดง มันจะเติบโตขึ้นภายใต้การยอมรับของผู้อื่น มันมีความต้องการที่จะควบคุมสิ่งต่างๆ และมันจะอยู่ได้ด้วยการใช้พลังอำนาจจากภายนอก มีชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของความกลัว เป็นพลังอำนาจที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ยั่งยืน  มัน จะหายไปพร้อม ๆ กับตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือทรัพย์สินเงินทองของเรา                  
                         การดำรงชีวิตอยู่ด้วยสภาวะแห่งตัวตนที่แท้จริง คือ การหันกลับเข้ามาสู่จุดอ้างอิงที่อยู๋ภายใน  คือจิตวิญญาณ การมีสติ ระลึกรู้ถึงลมหายใจ เข้าออก  รู้เท่าทันความรู้สึก นึกคิด และการกระทำสิ่งต่างๆ มัน ตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบชั่วดี  และการมีสัมปชัญญะ คือการรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกขณะแห่งการกระทำ  การเข้าถึงสภาวะแห่งการหยั่งรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง มันอยู่เหนือการมีอัตตา   คือภาวะที่ปราศจากความกลัว     มันพร้อมน้อมรับต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ  มันไม่กลัวต่อความท้าทายใดๆ  มันมีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้ผู้ใด ทั้งไม่อยู่เหนือผู้ใด เราจะไม่มีสิ่งที่รู้สึกผิด เราจะปราศจากความกลัว เราไม่รู้สึกกดดัน หรือต้องการที่จะควบคุมสิ่งต่างๆ  เราจะไม่ดิ้นรนเพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจจาก ภายนอก  พลังของตัวตนที่แท้จริงคือพลังที่ยั่งยืน เพราะมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของการได้ตระหนักรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง  นอกจากนี้มันยังมีลักษณะพิเศษเสมือนพลังแม่เหล็กคือมันสามารถดึงดูดผู้คน  สิ่งที่คุณต้องการ ถานการณ์และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้มาสนับสนุนสิ่ง ที่เราปรารถนา               
                        รูปคือความว่าง ความว่างคือรูป หมายความว่า สิ่งที่ตามองเห็นนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง สิ่งที่ตามองไม่เห็นต่างหากคือตัวตนที่แท้จริง (คัมภีร์ ปรัชญาปารมิตาหทัยสูตร) 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น